5 วิธีเลือกกล่องพลาสติกใส่ขนม ให้ดูแพง น่ากิน

5 วิธีเลือกกล่องพลาสติกใส่ขนม ให้ดูแพง น่ากิน และเก็บความกรอบได้นานข้ามคืน!

เปลี่ยนกล่องพลาสติกธรรมดา ให้เป็นผู้ช่วยมือโปรที่ช่วยถนอมขนมและดึงดูดลูกค้า

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าเบเกอรี่หรือคนที่ชอบทำขนม ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ใช่แค่ทำขนมให้อร่อยครับ แต่คือ "จะเก็บความกรอบให้อยู่ได้นานๆ ได้ยังไง?" และ "จะใส่กล่องแบบไหนให้ลูกค้าเห็นแล้วอยากซื้อทันที?" เพราะในยุคนี้ กล่องไม่ได้มีไว้แค่ใส่ขนม แต่เป็นตัวช่วยรักษาคุณภาพและทำให้ขนมดูพรีเมียมขึ้นมาทันตาเห็น วันนี้เรามีเคล็ดลับการเลือกกล่องพลาสติกแบบง่ายๆ ที่ชาวบ้านเข้าใจได้ทันทีมาฝากกันครับ

เลือกชนิดพลาสติกให้ถูกเบอร์ (ปลอดภัยและโดนใจคนซื้อ)

พลาสติกมีหลายแบบครับ แต่ที่นิยมใช้กับขนมมากที่สุดจะมีอยู่ 2 เบอร์หลักๆ ที่คุณต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ
  • พลาสติกเบอร์ 5 (PP): อันนี้คือพระเอกเลยครับ ตัวกล่องจะมีความเหนียว ทนร้อนได้สูง (เอาเข้าไมโครเวฟได้) จุดเด่นคือกันความชื้นได้ดีมาก เหมาะกับขนมที่ต้องการความกรอบนานๆ
  • พลาสติกเบอร์ 1 (PET): ถ้าอยากให้ขนมดูหรูหรา ต้องตัวนี้ครับ เพราะใสปิ๊งเหมือนแก้ว โชว์เนื้อขนมได้ชัดเจนที่สุด แต่ข้อเสียคือไม่ทนร้อน ห้ามใส่ขนมที่เพิ่งออกจากเตาอบร้อนๆ เพราะกล่องจะละลายทันที
ดูข้อมูลเกี่ยวกับ สัญลักษณ์ของพลาสติกได้ที่นี่

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบพลาสติกยอดฮิตสำหรับใส่ขนม

ชนิดพลาสติก ความใส ทนร้อน เหมาะกับขนมแบบไหน
เบอร์ 1 (PET) ใสปิ๊งเหมือนแก้ว ไม่ทนร้อน คุกกี้พรีเมียม, ผลไม้, ขนมแห้งๆ
เบอร์ 5 (PP) ใสนวลๆ ถึงใสมาก ทนร้อนสูงมาก ขนมปัง, ขนมกรอบ, ของอุ่นร้อน
เบอร์ 6 (PS) ใสแต่เปราะ ไม่ทนร้อน กล่องใช้ครั้งเดียว, ฐานรองเค้ก

ระบบล็อคต้องเป๊ะ "อากาศต้องเข้าไม่ได้"

ความกรอบของขนมพ่ายแพ้ให้กับ "ความชื้น" ในอากาศครับ ถ้ากล่องปิดไม่สนิท อากาศเข้าไปได้ ขนมก็จะนิ่มไว ดังนั้นต้องเช็คระบบล็อคให้ดี
  • ขอบยางซิลิโคนคือหัวใจ: เลือกกล่องที่มีซีลยางนิ่มๆ ใต้ฝา ยิ่งเป็นแบบล็อค 4 ด้านจะดีที่สุด เพราะมันจะช่วยอุดช่องว่างไม่ให้อากาศซึมเข้าไปได้เลย
  • ป้องกันมดและแมลง: กล่องที่ปิดสนิท (Airtight) นอกจากจะกันนิ่มแล้ว ยังกันพวกมดหรือแมลงตัวจิ๋วไม่ให้เข้าไปรบกวนขนมแสนอร่อยของคุณได้ด้วย

ขนาดต้องพอดี "อย่าปล่อยให้มีที่ว่างเยอะเกินไป"

หลายคนพลาดตรงนี้ครับ! ไปซื้อกล่องใบใหญ่มาใส่ขนมนิดเดียว พื้นที่ว่างในกล่องที่เหลืออยู่นั่นแหละครับคือที่เก็บ "อากาศและความชื้น" ซึ่งจะทำให้ขนมนิ่มเร็วขึ้น เทคนิคการเลือก: ควรเลือกกล่องที่ใส่ขนมได้เกือบเต็ม (แต่ไม่เบียดจนขนมแตก) ยิ่งเหลือน้อยพื้นที่ว่างเท่าไหร่ ขนมก็จะยิ่งคงความกรอบได้นานขึ้นเท่านั้นครับ ถ้าเป็นขนมหลายชนิดในกล่องเดียว แนะนำให้ใช้ กล่องแบบแบ่งช่อง เพื่อไม่ให้รสชาติและกลิ่นปนกัน

เลือกทรงกล่องให้เหมาะกับขนม

รูปทรงกล่อง จุดเด่น แนะนำให้ใส่
ทรงเหลี่ยมสูง ประหยัดที่ตั้ง, อากาศสัมผัสผิวน้อย คุกกี้แท่ง, ขาไก่, ถั่วอบ
ทรงกลม ฝาปิดแน่นสม่ำเสมอ คุกกี้วงกลม, ขนมปังปั้นก้อน
ทรงแบนกว้าง โชว์หน้าขนมได้สวย บราวนี่, มาการอง, ทาร์ตผลไม้

เนื้อพลาสติกต้องหนา "ยิ่งหนายิ่งดูแพง"

ความรู้สึกของลูกค้าเวลาหยิบกล่องขนมสำคัญมากครับ ถ้ากล่องบางเฉียบ บิดไปบิดมา ลูกค้าจะรู้สึกทันทีว่า "ของราคาถูก" และอาจจะไม่สะอาด แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่าความขุ่นไม่ใช่ความหนา เลือกที่สามารถบิดได้ยาก ยิ่งบิดได้ยากยิ่งหนานั่นเอง
  • ความแข็งแรง: กล่องที่หนาหน่อยจะช่วยกันขนมแตกหักระหว่างขนส่งได้ดีกว่า
  • วางซ้อนได้: กล่องหนาๆ จะวางเรียงซ้อนกันได้หลายชั้นโดยที่กล่องใบล่างไม่ยุบตัว ช่วยให้หน้าร้านหรือในตู้โชว์ดูเป็นระเบียบและน่าดึงดูด

ใช้ตัวช่วยเสริม "ซองกันชื้น" เพื่อนแท้ขนมกรอบ

สำหรับขนมที่เน้นความกรอบสุดๆ ลำพังแค่กล่องอาจไม่พอครับ แนะนำให้ใส่ ซองกันชื้น หรือ ซองดูดออกซิเจน เข้าไปด้วย เพื่อช่วยเก็บกวาดความชื้นที่อาจหลงเหลืออยู่ในกล่อง
สูตรลับความกรอบนาน:
  • ซองกันชื้น (เม็ดใสๆ): ช่วยดูดความชื้นไม่ให้ขนมนิ่ม
  • ซองดูดออกซิเจน: ช่วยกันไม่ให้ขนมเหม็นหืน (โดยเฉพาะขนมที่มีเนยหรือน้ำมันเยอะ)

ปริมาณซองกันชื้นที่ควรใส่ตามขนาดกล่อง

ขนาดความจุกล่อง ซองกันชื้น (กรัม) ซองดูดออกซิเจน (cc)
กล่องเล็ก (ต่ำกว่าครึ่งลิตร) 1 - 2 กรัม 50 - 100 cc
กล่องกลาง (0.5 - 1 ลิตร) 2 - 5 กรัม 100 - 150 cc
กล่องใหญ่ (1 - 2 ลิตร) 5 - 10 กรัม 150 - 300 cc

เคล็ดลับเสริม: แต่งตัวให้กล่องสวยสะดุดตา

สุดท้ายถ้าอยากให้คนจำแบรนด์เราได้ อย่าลืมเพิ่ม สติ๊กเกอร์โลโก้ หรือ สายคาดกล่อง สวยๆ นะครับ การติดสติ๊กเกอร์ให้ตรงและไม่มีฟองอากาศ จะช่วยบอกลูกค้าว่าคุณใส่ใจในทุกขั้นตอน และถ้ามี QR Code ให้ลูกค้าสแกนสั่งซ้ำได้ด้วย จะยิ่งช่วยเพิ่มยอดขายได้ดีมากเลยครับ

สรุปการเลือกกล่องให้ชนะขาด

"เลือกพลาสติกฟู้ดเกรด - ปิดล็อคสนิท - ขนาดพอดีขนม - เนื้อหนาทนทาน - ใส่ซองกันชื้น"

เพียงแค่ทำตาม 5 วิธีนี้ ขนมของคุณก็จะดูดี มีราคาสูงขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ลูกค้าจะได้กินขนมที่กรอบอร่อยเหมือนเพิ่งออกจากเตาใหม่ๆ ทุกครั้งที่เปิดกล่อง อย่างไรก็ดี หลายคนมักประสบปัญหา เจอกล่องพลาสติกมีกลิ่น ซึ่งอาจมีการติดขนมออกมาด้วย ควรเลือกซื้อกล่องพลาสติกแบบไม่มีกลิ่น จะเหมาะสมกว่ามาก

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและค้นคว้าเพิ่มเติม

แชร์เทคนิคนี้ให้เพื่อนๆ พ่อค้าแม่ค้า จะได้รวยๆ ปังๆ ไปด้วยกัน!

ติดต่อเจ้าหน้าที่สั่งซื้อกล่องถนอมอาหารเกรดพรีเมียม

อ่านต่อ

รวมลิงก์บทความจากเว็บไซต์ทางการ Srithai Superware สำหรับศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

 

ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร