ผู้ซื้อหลายคนสงสัยว่าทำไมใบเสนอราคาพาเลทพลาสติกจากซัพพลายเออร์เจ้าเดิม บางไตรมาสถูกลง บางไตรมาสแพงขึ้น ทั้งที่สเปกสินค้าเหมือนเดิมทุกอย่าง คำตอบไม่ได้อยู่ที่โรงงานผลิตพาเลท แต่อยู่ที่ห่วงโซ่ต้นทุนที่ไกลออกไปกว่านั้นมาก — ราคาน้ำมันดิบโลก ราคาเม็ดพลาสติกเรซิ่น และค่าเงินบาท บทความนี้ไล่เรียงกลไกทั้งสายให้เห็นภาพ พร้อมข้อมูลจริงจากปี 2569 ที่ผ่านมา
อ่านประมาณ 12-15 นาที · ทีมงาน Srithai Online
พาเลทพลาสติกที่ศรีไทยผลิตส่วนใหญ่ทำจาก HDPE และ PP ซึ่งทั้งคู่เป็นเม็ดพลาสติกที่แปรรูปมาจาก "โพรพิลีน" (propylene) และแนฟทา (naphtha) อีกที และวัตถุดิบทั้งสองตัวนี้ผลิตมาจากน้ำมันดิบโดยตรง เมื่อราคาน้ำมันดิบโลกขยับ ต้นทุนการผลิตเม็ดพลาสติกจะขยับตามภายในไม่กี่สัปดาห์ ก่อนจะไหลต่อมาถึงราคาพาเลทหน้าโรงงานในที่สุด
ปี 2569 เป็นตัวอย่างที่ชัดมาก ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นกว่า 11% ภายในสองรอบการซื้อขาย จากระดับกลาง 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงครึ่งแรกของเดือน ไปแตะระดับกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 23 กรกฎาคม สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทำให้ตลาดกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดเส้นทางหนึ่งของโลก
ข้อมูลราคาตลาดเรซิ่น PP ในจีนช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 แสดงให้เห็นการไล่ตามราคาน้ำมันอย่างชัดเจน โดยราคาขยับจากประมาณ 942 ดอลลาร์/ตัน ในเดือนมกราคม ขึ้นไปแตะประมาณ 1,264 ดอลลาร์/ตัน ในเดือนมีนาคม คิดเป็นการปรับขึ้นราว 34% ภายในไตรมาสเดียว ต่อเนื่องมาถึงเดือนสิงหาคม ราคา PP โซนเอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ประมาณ 1.29 ดอลลาร์/กก. ซึ่งสูงกว่าช่วงต้นปีอย่างมีนัยสำคัญ
| ช่วงเวลา (ปี 2569) | ราคา PP เอเชีย (โดยประมาณ) | ปัจจัยหลัก |
|---|---|---|
| มกราคม | ~942 ดอลลาร์/ตัน | น้ำมันดิบทรงตัวระดับ 60 ต้นๆ ดอลลาร์/บาร์เรล |
| มีนาคม | ~1,264 ดอลลาร์/ตัน | น้ำมันดิบพุ่งแตะ 99 ดอลลาร์/บาร์เรลจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง |
| เมษายน-มิถุนายน | ~1,431-1,434 ดอลลาร์/ตัน | ซัพพลายตึงตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงานในจีน |
| สิงหาคม | ~1.29 ดอลลาร์/กก. (≈1,290 ดอลลาร์/ตัน) | ยังทรงตัวสูงกว่าต้นปี แม้อุปทานเริ่มคลี่คลาย |
ที่มา: ChemOrbis, IMARC Group, ProcurementResource (ดูรายการอ้างอิงท้ายบทความ)
แม้โรงงานในไทยจะไม่ได้นำเข้าเม็ดพลาสติกทั้งหมดจากต่างประเทศ แต่ราคาต้นทุนวัตถุดิบเกือบทั้งหมดในตลาดโลกอ้างอิงเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเงินบาทอ่อนค่า ต้นทุนที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทจะสูงขึ้นซ้อนเข้าไปอีกชั้น แม้ราคาดอลลาร์ของเรซิ่นจะไม่ได้เปลี่ยนเลยก็ตาม
ปี 2569 เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องจนแตะระดับประมาณ 33.8 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เพราะไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ทำให้ตลาดกังวลเรื่องดุลการค้าและกดดันค่าเงินบาทไปพร้อมกัน กล่าวคือ เหตุการณ์เดียวกัน (น้ำมันแพงขึ้น) ส่งผลกระทบต้นทุนพาเลทพลาสติกถึง 2 ทางพร้อมกัน ทั้งทางตรงผ่านราคาเรซิ่น และทางอ้อมผ่านค่าเงินบาทที่อ่อนลง
สรุปกลไก: ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ → ราคาน้ำมันดิบขึ้น → ต้นทุนโพรพิลีน/แนฟทาขึ้น → ราคาเรซิ่น PP/HDPE ขึ้น → พร้อมกันนั้นเงินบาทมักอ่อนค่าลงจากความกังวลเรื่องนำเข้าพลังงาน → ต้นทุนพาเลทพลาสติกถูกกดดันจาก 2 ทิศทางพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน
ผู้ซื้อที่เข้าใจกลไกนี้จะไม่แปลกใจอีกต่อไปเวลาใบเสนอราคาขยับขึ้นทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนสเปกอะไรเลย และสามารถใช้ข้อมูลนี้วางแผนการสั่งซื้อได้แม่นยำขึ้น เช่น หากติดตามข่าวราคาน้ำมันดิบและเห็นแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน การล็อกราคาหรือสั่งซื้อล่วงหน้าในปริมาณที่วางแผนไว้อยู่แล้ว (ดูตารางคำนวณปริมาณสั่งซื้อได้ที่ บทความซื้อพาเลทจำนวนมาก) อาจช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่าการรอสั่งทีละน้อยตามความจำเป็น
ในทางกลับกัน ช่วงที่ราคาน้ำมันโลกทรงตัวหรือย่อตัวลง มักเป็นจังหวะที่ราคาพาเลทพลาสติกในตลาดผ่อนคลายลงตาม ผู้ซื้อที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอาจเลือกรอจังหวะนี้แทนได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยเสริมจากกรอบ 4 ปัจจัยหลัก (เกรดเรซิ่น, งานวิศวกรรมโครงสร้าง, การรับรองมาตรฐาน, ต้นทุนรวมตลอดอายุใช้งาน) ที่เคยอธิบายไว้ใน บทความทำไมพาเลทพลาสติกบางเจ้าราคาถูก บางเจ้าราคาสูง — ปัจจัยมหภาคที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นตัวกำหนด "ราคาฐาน" ของทั้งตลาด ก่อนที่ 4 ปัจจัยนั้นจะเข้ามากำหนดว่าทำไมแต่ละเจ้าตั้งราคาต่างกันในกรอบเดียวกัน
วางแผนสั่งซื้อพาเลทให้ทันจังหวะราคา ปรึกษาสายด่วนพาเลทฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
แอดไลน์สอบถามผู้เชี่ยวชาญ