ข่าวราคาน้ำมันขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนกังวลทันทีว่า “ของใช้ในบ้านจะขึ้นตามไหม” และถ้าขึ้นจริง สินค้าพลาสติกจะโดนแรงแค่ไหน เพราะของกลุ่มนี้ไม่ได้เกี่ยวกับน้ำมันแค่ตอนขนส่ง แต่ยังโยงไปถึงต้นน้ำอย่างวัตถุดิบปิโตรเคมีด้วย

จุดสำคัญคือ พลาสติกจำนวนมากไม่ได้เริ่มจาก “โรงงานฉีดพลาสติก” อย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่น้ำมันดิบ แนฟทา เอทิลีน และพรอพิลีน ก่อนจะกลายเป็นเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตของใช้จริงในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเวลาน้ำมันขยับแรง ต้นทุนของสินค้าพลาสติกจึงมีสิทธิ์ขยับตาม เพียงแต่จะขึ้นเร็วหรือขึ้นมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสัดส่วนวัตถุดิบ สต็อกเก่า ค่าไฟ และค่าขนส่งของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน
บทความนี้จะอธิบายแบบง่ายว่า หากน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท สินค้าพลาสติกประเภทของใช้ในบ้าน เช่น กะละมัง ถังน้ำ กล่องเก็บของ ตะกร้า ถังขยะ หรือภาชนะพลาสติก มีโอกาสปรับราคาในช่วงประมาณไหน และผู้ซื้อควรดูอะไรเป็นพิเศษก่อนตัดสินใจซื้อในช่วงต้นทุนผันผวนแบบนี้
สาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมพลาสติกผูกกับปิโตรเคมีโดยตรง โดยเฉพาะในเอเชียที่ยังพึ่งพาแนฟทาเป็นวัตถุดิบสำคัญ เมื่อราคาน้ำมันดิบขยับ ต้นทุนของเอทิลีนและพรอพิลีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของเม็ดพลาสติกก็ขยับตามได้ค่อนข้างไว โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกกลุ่มที่ใช้ทำของใช้ในบ้านทั่วไป เช่น PP และ PE

ฝั่งไทยเองก็มีแรงกดดันเพิ่มจากภาวะพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเตือนว่าอุตสาหกรรมหนักและปิโตรเคมีได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และมีความเสี่ยงเรื่องวัตถุดิบตึงตัว โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีรายงานว่าราคาปรับขึ้นไปแล้วราว 40% ในบางช่วงของสถานการณ์นี้
อีกชั้นหนึ่งคือค่าขนส่ง เพราะต่อให้โรงงานยังมีสต็อกเม็ดพลาสติกเดิมอยู่ แต่การลากสินค้าจากโรงงานไปคลัง ไปดีลเลอร์ และไปหน้าร้าน ล้วนใช้ต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งนั้น กระทรวงพาณิชย์เองยอมรับว่าต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้น แม้ในระยะสั้นหลายสินค้ายังไม่ขึ้นราคาเพราะมีสต็อกเดิมค้างอยู่ก็ตาม
ตรงนี้เป็นจุดที่ต้องแยกให้ออก เพราะหลายคนมักคิดว่าเมื่อน้ำมันขึ้นแรง ราคาสินค้าพลาสติกทุกอย่างจะขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์เดียวกัน แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น สินค้าที่ใช้เนื้อพลาสติกเยอะ เช่น ถังขยะใบใหญ่ กล่องเก็บของหนา ถังน้ำ หรือเก้าอี้พลาสติก จะไวต่อราคาเม็ดพลาสติกมากกว่า ส่วนสินค้าชิ้นเล็กที่ใช้พลาสติกน้อย แต่มีแพ็กเกจจิ้งและค่าขนส่งเยอะ เช่น กล่องอาหารบางชนิด ไม้แขวนเสื้อ หรือของใช้เบาๆ อาจขึ้นในอัตราที่ต่างออกไป
ถ้าสรุปแบบง่าย ต้นทุนของสินค้าพลาสติกมักโดนกดจาก 3 ทางพร้อมกัน คือ ค่าวัตถุดิบเม็ดพลาสติก ค่าไฟในกระบวนการผลิต และค่าขนส่งหลังผลิตเสร็จ ยิ่งสินค้าไหนหนัก ใช้เนื้อพลาสติกมาก และกินพื้นที่ตอนขนส่งมาก ก็ยิ่งมีแนวโน้มถูกดันราคาแรงกว่าสินค้าพลาสติกชิ้นเล็ก
ถ้าอิงจากกลไกต้นทุนที่ให้มาในข้อมูลแนบ และอิงกับข่าวที่สะท้อนว่าต้นทุนพลังงานกับเม็ดพลาสติกเริ่มตึงตัวแล้ว สามารถประเมินแบบใช้งานจริงได้ว่า สินค้าพลาสติกปลายน้ำไม่น่าจะขึ้นทันทีทุกตัวในวันเดียวกัน แต่ถ้าสถานการณ์น้ำมันสูงคงอยู่ต่อเนื่อง 2-8 สัปดาห์ สินค้าพลาสติกหลายกลุ่มมีโอกาสทยอยปรับขึ้นราว 3% ถึง 12% แล้วแต่ประเภทสินค้า สัดส่วนเนื้อพลาสติก และรอบสต็อกของผู้ขาย
กลุ่มที่อาจขึ้นน้อยกว่าคือของชิ้นเล็ก ใช้พลาสติกไม่มาก หรือร้านยังมีสต็อกเก่าอยู่ ส่วนกลุ่มที่มีโอกาสขึ้นชัดกว่าคือของชิ้นใหญ่ ใช้พลาสติกเยอะ และต้องขนส่งกินพื้นที่ เช่น ถังน้ำ กล่องเก็บของ ถังขยะ ตู้ลิ้นชักพลาสติก หรือเฟอร์นิเจอร์พลาสติก

| ประเภทสินค้า | ราคาขายเดิมโดยประมาณ | ช่วงปรับขึ้นที่เป็นไปได้ | ราคาใหม่โดยประมาณ | เหตุผลหลัก |
|---|---|---|---|---|
| กะละมังพลาสติก | 80 - 150 บาท | 3% - 6% | 82 - 159 บาท | ใช้เม็ดพลาสติกปานกลาง ขนส่งได้หลายใบต่อเที่ยว |
| ถังน้ำพลาสติก | 120 - 250 บาท | 4% - 8% | 125 - 270 บาท | เนื้อพลาสติกเยอะกว่าและกินพื้นที่ขนส่ง |
| ตะกร้าพลาสติก | 90 - 220 บาท | 4% - 7% | 94 - 235 บาท | ต้นทุนขึ้นทั้งวัตถุดิบและโลจิสติกส์ |
| กล่องเก็บของพลาสติก | 180 - 450 บาท | 5% - 10% | 189 - 495 บาท | ผนังหนา ใช้เนื้อพลาสติกมาก สินค้าชิ้นใหญ่ |
| ถังขยะพลาสติก | 150 - 600 บาท | 5% - 10% | 158 - 660 บาท | ใช้เนื้อพลาสติกมากและกินเนื้อที่ตอนขนส่ง |
| ไม้แขวนเสื้อพลาสติก | 59 - 129 บาท / แพ็ก | 2% - 5% | 60 - 135 บาท / แพ็ก | ใช้พลาสติกไม่มาก แต่โดนต้นทุนแพ็กและขนส่ง |
| กล่องอาหาร / ภาชนะพลาสติก | 45 - 199 บาท | 3% - 8% | 46 - 215 บาท | เกี่ยวข้องทั้งเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ |
| ลิ้นชักพลาสติก / ตู้พลาสติก | 390 - 1,290 บาท | 6% - 12% | 413 - 1,445 บาท | ชิ้นงานใหญ่ ใช้พลาสติกเยอะ ขนส่งแพง |
ตารางนี้เป็น “การประเมินเชิงสถานการณ์” ไม่ใช่ราคากลางตายตัว แต่ช่วยให้เห็นภาพว่า ของใช้ในบ้านที่ทำจากพลาสติกมีแนวโน้มขึ้นไม่เท่ากัน และหลายครั้งสิ่งที่ดันราคาแรงที่สุดไม่ใช่แค่น้ำมันในโรงงาน แต่เป็นเม็ดพลาสติกกับค่าขนส่งหลังโรงงานมากกว่า
สินค้าพลาสติกชิ้นใหญ่ เช่น ถังขยะ กล่องเก็บของ หรือชั้นลิ้นชักพลาสติก มีข้อเสียด้านต้นทุนอยู่ 2 อย่างพร้อมกัน คือ ใช้เนื้อพลาสติกเยอะ และขนส่งได้ไม่คุ้มพื้นที่รถ เมื่อดีเซลแพงขึ้น ผู้ผลิตและร้านค้ามักรู้สึกแรงกดดันมากกว่าสินค้าชิ้นเล็กที่อัดใส่ลังได้จำนวนมาก
ในทางกลับกัน สินค้าชิ้นเล็กบางชนิดอาจยังตรึงราคาได้สักระยะถ้าร้านมีสต็อกเก่า แต่ถ้าต้นทุนเม็ดพลาสติกยืนสูงต่อเนื่อง ร้านค้ามักจะเริ่มใช้วิธีทยอยขึ้นราคา หรือไม่ก็ลดโปรโมชั่นแทนการขึ้นป้ายราคาแบบตรงๆ
ระยะนี้หลายร้านอาจยังไม่ขึ้นราคาเต็ม เพราะยังขายของจากสต็อกเก่าอยู่ กระทรวงพาณิชย์ก็ระบุชัดว่าผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งยังมีสต็อกเดิมอยู่ จึงยังไม่มีเหตุจำเป็นต้องรีบปรับราคาในทันที
ถ้าน้ำมันยังยืนสูงต่อเนื่อง ช่วงนี้จะเริ่มเห็นการส่งผ่านต้นทุนชัดขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องเติมสต็อกรอบใหม่ ใช้เม็ดพลาสติกสด และพึ่งพาการขนส่งระยะไกล ราคาขายปลีกจึงมีโอกาสเริ่มขยับทีละน้อย หรือเปลี่ยนจากแถมเยอะเป็นแถมน้อยลง
ถ้าสถานการณ์พลังงานและปิโตรเคมียังตึงต่อไป สินค้าพลาสติกบางกลุ่มอาจไม่ได้แค่แพงขึ้น แต่ยังเสี่ยงมีปัญหาของขาดเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์และสินค้าที่อิงเม็ดพลาสติกสูง ซึ่งสอดคล้องกับคำเตือนของภาคอุตสาหกรรมเรื่องความเสี่ยงขาดแคลนบรรจุภัณฑ์พลาสติกและแรงกดดันจากแนฟทา
ในตลาดจริง ผู้ผลิตไม่ได้เลือกแค่ “ขึ้นราคา” หรือ “ไม่ขึ้นราคา” เท่านั้น แต่ยังมีวิธีอื่นที่ใช้บ่อยในช่วงต้นทุนผันผวน เช่น ลดความหนาของชิ้นงาน ลดน้ำหนักสินค้า เปลี่ยนเกรดเม็ดพลาสติก ลดจำนวนชิ้นต่อแพ็ก หรือยกเลิกโปรโมชันเดิม วิธีเหล่านี้ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกราคาหน้าร้านยังใกล้เคียงเดิม แต่ความคุ้มค่าแท้จริงอาจลดลง
เพราะฉะนั้นถ้าจะซื้อของใช้พลาสติกช่วงนี้ อย่าดูแค่ป้ายราคา ควรดูเนื้อวัสดุ ความหนา ความแข็งแรง รายละเอียดน้ำหนัก หรือจำนวนชิ้นในแพ็กด้วย โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มใช้งานหนักอย่างถังขยะ กล่องเก็บของ และตู้พลาสติก
ถ้าต้องจัดลำดับกลุ่มที่น่าจับตาในช่วงน้ำมันขึ้นแรงแบบนี้ กลุ่มแรกคือของใช้ชิ้นใหญ่ที่ใช้เนื้อพลาสติกเยอะ เช่น ถังน้ำ ถังขยะ กล่องเก็บของ ตู้พลาสติก และเฟอร์นิเจอร์พลาสติก รองลงมาคือสินค้าที่แม้ชิ้นไม่ใหญ่แต่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์หรือแพ็กพลาสติกหลายชั้น เช่น ภาชนะใส่อาหาร กล่องจัดระเบียบ และของใช้ในครัวบางประเภท
ส่วนสินค้าที่อาจขยับช้ากว่าคือของใช้ชิ้นเล็ก ราคาต่อหน่วยไม่สูงมาก และตลาดแข่งขันกันแรง เช่น ไม้แขวนเสื้อ แก้วน้ำพลาสติกบางรุ่น หรืออุปกรณ์เบาๆ ที่ร้านค้าสามารถยอมรับมาร์จิ้นลดลงชั่วคราวได้
ถ้าถามแบบสั้นที่สุด คำตอบคือ สินค้าพลาสติกไม่ได้ขึ้นทุกอย่างเท่ากัน แต่ถ้าน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาทและยืนระดับนี้ต่อเนื่อง ของใช้พลาสติกในบ้านมีโอกาสทยอยปรับขึ้นประมาณ 3% ถึง 12% โดยของชิ้นใหญ่และสินค้าที่ใช้เนื้อพลาสติกมากมักเสี่ยงขึ้นแรงกว่ากลุ่มของชิ้นเล็ก
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นราคาขึ้นพร้อมกันทุกแบรนด์ เพราะบางรายยังมีสต็อกเก่าอยู่ และภาครัฐก็เริ่มจับตาต้นทุนวัตถุดิบรวมถึงเม็ดพลาสติกอย่างใกล้ชิดแล้ว แต่ถ้าต้นทุนพลังงานยังสูงต่อเนื่อง การส่งผ่านราคามายังของใช้พลาสติกปลายน้ำถือว่าหลีกเลี่ยงได้ยาก
สำหรับคนซื้อ วิธีคิดที่คุ้มที่สุดในช่วงนี้คือดู “ราคาเทียบกับคุณภาพจริง” ไม่ใช่ดูแค่ของยังไม่ขึ้นราคา เพราะถ้าราคาคงเดิมแต่เนื้อบางลง อายุใช้งานสั้นลง หรือแตกง่ายขึ้น สุดท้ายอาจจ่ายแพงกว่าเดิมในระยะยาว
พบกับเก้าอี้พลาสติกคุณภาพสูงจาก ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ มีให้เลือกทั้ง ราคาโรงงาน, ราคาขายส่ง และ ราคาขายปลีก ครอบคลุมทุกช่วงราคา เหมาะทั้งสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจจัดเลี้ยง สามารถ เช็คราคาเก้าอี้พลาสติก จากทีมงาน Srithai Online
รวมลิงก์บทความจากเว็บไซต์ทางการ Srithai Superware สำหรับศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม