บทความ
ธุรกิจส่งออกจำนวนมากยังไม่รู้ว่าเลือกพาเลทให้ถูกวัสดุ ช่วยตัดขั้นตอนรมควันและความเสี่ยงสินค้าถูกกักที่ปลายทางออกไปได้ทั้งหมด
ISPM 15 (International Standards for Phytosanitary Measures No. 15) เป็นมาตรฐานสากลที่พัฒนาโดย International Plant Protection Convention (IPPC) ภายใต้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของแมลงและศัตรูพืชที่อาจแฝงตัวอยู่ในบรรจุภัณฑ์ไม้ระหว่างการขนส่งสินค้าข้ามประเทศ เช่น มอดไม้หรือแมลงเจาะไม้บางชนิดที่อาจทำลายระบบนิเวศของประเทศปลายทางได้หากหลุดรอดเข้าไป
.jpg)
มาตรฐานนี้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ไม้แปรรูปทุกชนิดที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพาเลทไม้ ลังไม้ หรือไม้รองรับสินค้า (Dunnage) โดยกำหนดให้ต้องผ่านการอบด้วยความร้อนที่แกนไม้ถึง 56 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที (Heat Treatment) หรือรมควันด้วยสารเมทิลโบรไมด์ (Methyl Bromide Fumigation) ก่อน แล้วต้องประทับตราสัญลักษณ์ IPPC ที่เรียกกันทั่วไปว่า "ตราข้าวสาลี" (Wheat Stamp) บนไม้ทุกชิ้นเพื่อยืนยันว่าผ่านกระบวนการแล้ว
ข้อกำหนด ISPM 15 มุ่งเน้นเฉพาะบรรจุภัณฑ์ที่ทำจาก "ไม้แปรรูปดิบ" (Solid Wood) เท่านั้น เพราะเป็นวัสดุที่มีความเสี่ยงแฝงศัตรูพืชได้จริง ส่วนวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ไม้ดิบ เช่น พลาสติก โลหะ หรือไม้ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยความร้อนและกาวสูง อย่างไม้อัด (Plywood) หรือ OSB ถือว่าไม่มีความเสี่ยงเรื่องศัตรูพืชตั้งแต่ต้น จึงได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดนี้โดยสมบูรณ์ ไม่ต้องผ่านการอบความร้อน ไม่ต้องรมควัน และไม่ต้องมีตราประทับ IPPC ใด ๆ
ธุรกิจที่ใช้พาเลทไม้ในการส่งออกต้องเผื่อทั้งเวลาและงบประมาณสำหรับขั้นตอนอบความร้อนหรือรมควันก่อนบรรจุสินค้าทุกครั้ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องทำผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรอง และต้องรอคิวดำเนินการ นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบว่าไม้ทุกชิ้นมีตราประทับ IPPC ครบถ้วนก่อนส่งออก หากพาเลทไม้ชิ้นใดไม่มีตราประทับหรือตราเลือนจนอ่านไม่ออก สินค้าอาจถูกกักที่ด่านศุลกากรปลายทาง ต้องรมควันซ้ำ หรือถูกตีกลับ ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าการเลือกใช้พาเลทพลาสติกตั้งแต่แรกหลายเท่า
เมื่อเปลี่ยนมาใช้พาเลทพลาสติก ธุรกิจตัดขั้นตอนเหล่านี้ออกไปได้ทั้งหมด ไม่ต้องเสียเวลารอคิวรมควัน ไม่ต้องตรวจสอบตราประทับ และไม่มีความเสี่ยงถูกกักที่ด่านศุลกากรจากปัญหาการรับรองไม้ ทำให้วางแผนกำหนดการส่งออกได้แน่นอนกว่า
| ขั้นตอน | พาเลทไม้ | พาเลทพลาสติก |
|---|---|---|
| อบความร้อน/รมควันก่อนใช้ | จำเป็น | ไม่จำเป็น |
| ตราประทับ IPPC (Wheat Stamp) | ต้องมีครบทุกชิ้น | ไม่ต้องมี |
| ความเสี่ยงถูกกักที่ด่านศุลกากร | มี หากตราประทับไม่ครบหรือไม้ไม่ผ่านมาตรฐาน | ไม่มีความเสี่ยงจากประเด็นนี้ |
| ใช้ซ้ำได้หลายรอบส่งออก | ได้ แต่ต้องตรวจตราประทับทุกครั้ง | ได้ โดยไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม |
ธุรกิจที่ส่งออกสินค้าเป็นประจำและสม่ำเสมอ เช่น อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งออกไปหลายประเทศ จะได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุด เพราะยิ่งส่งออกบ่อย ยิ่งประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาที่เคยเสียไปกับขั้นตอนรมควันได้มากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ธุรกิจที่ส่งออกไปประเทศที่มีการตรวจสอบเข้มงวดเรื่องมาตรฐาน ISPM 15 เป็นพิเศษ ก็ลดความเสี่ยงเรื่องสินค้าถูกกักหรือปฏิเสธนำเข้าได้เช่นกัน
หากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกขนาดหรือประเภทพาเลทพลาสติกแบบไหนสำหรับใช้ส่งออก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ขนาดพาเลทพลาสติก มีกี่แบบ เลือกยังไงให้เข้ากับพื้นที่จัดเก็บและตู้คอนเทนเนอร์ และดูค่ารับน้ำหนักที่เหมาะกับการขนส่งระยะไกลได้ที่ พาเลทพลาสติกรับน้ำหนักได้เท่าไหร่ Static Load vs Dynamic Load ต่างกันยังไง
พาเลทพลาสติกต้องมีเอกสารรับรองพิเศษสำหรับการส่งออกไหม
โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะพาเลทพลาสติกไม่ได้อยู่ในขอบเขตของข้อกำหนด ISPM 15 ตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม บางประเทศปลายทางอาจมีข้อกำหนดเฉพาะอื่นเพิ่มเติม ควรตรวจสอบกับตัวแทนขนส่งหรือหน่วยงานศุลกากรของประเทศปลายทางอีกครั้งก่อนส่งออกจริง
พาเลทไม้ที่ผ่านการรมควันแล้ว ปลอดภัยเท่าพาเลทพลาสติกไหม
พาเลทไม้ที่ผ่านการรมควันและมีตราประทับ IPPC ครบถ้วนถือว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดถูกต้อง แต่ยังมีความเสี่ยงเรื่องตราประทับเลือนหายหรือไม้เสียหายระหว่างการใช้งานซ้ำหลายรอบ ซึ่งพาเลทพลาสติกไม่มีความเสี่ยงในจุดนี้เลย
พาเลทพลาสติกใช้ส่งออกได้ทุกประเทศเลยไหม
ในแง่ข้อกำหนด ISPM 15 ใช้ได้ทุกประเทศที่ยึดตามมาตรฐานสากลนี้ แต่แนะนำให้ตรวจสอบกฎระเบียบเฉพาะของประเทศปลายทางเพิ่มเติมเสมอ เพราะบางประเทศอาจมีข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์อื่นนอกเหนือจาก ISPM 15 ด้วย
ISPM 15 เป็นมาตรฐานสากลที่บังคับใช้เฉพาะกับบรรจุภัณฑ์ไม้แปรรูปดิบ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายศัตรูพืชข้ามประเทศ พาเลทพลาสติกได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดนี้โดยสมบูรณ์ เพราะไม่มีความเสี่ยงเรื่องศัตรูพืชตั้งแต่ต้น ทำให้ธุรกิจส่งออกประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่ายในการรมควัน และความเสี่ยงถูกกักที่ด่านศุลกากรปลายทางได้ทั้งหมด เหมาะอย่างยิ่งกับธุรกิจที่ส่งออกสินค้าเป็นประจำและต้องการความแน่นอนของกำหนดการขนส่ง
ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร