ตุ๊กตาโฟมนุ่มบีบเล่นสนุกมือที่กลับมาฮิตอีกครั้ง เบื้องหลังความน่ารักคือโฟมชนิดเดียวกับที่ใช้บุฉนวนตู้เย็นและที่นอน มาดูกันว่าจริงๆ แล้วมันทำจากอะไร ทิ้งอย่างไรให้ถูกวิธี และทำไมบางตัวถึงราคาสูงหลักพันบาท
ถ้าใครมีลูกหลานวัยเรียน คงเคยเห็นตุ๊กตาโฟมนุ่มรูปทรงน่ารัก ทั้งขนม สัตว์ ผลไม้ หรือตัวการ์ตูนลิขสิทธิ์ ที่บีบแล้วยุบตัวช้าๆ ก่อนค่อยๆ คืนรูปกลับมาเหมือนเดิม ของเล่นชนิดนี้เรียกว่า สกุ๊ชชี่ ซึ่งเคยเป็นกระแสฮิตทั่วโลกมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน และตอนนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกรอบ ทั้งในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่ชื่นชอบของสะสมสายคาวาอี้

เหตุผลที่กระแสนี้กลับมาแรงอีกครั้ง ส่วนหนึ่งมาจากคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียที่คนถ่ายวิดีโอบีบสกุ๊ชชี่ให้ดูผ่อนคลาย บวกกับวัฒนธรรมการสะสมของตกแต่งโต๊ะทำงานหรือกระเป๋าที่กำลังนิยม ทำให้แบรนด์ต่างๆ ทั้งจากญี่ปุ่นและจีนออกคอลเลกชันใหม่ต่อเนื่อง กระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำเพื่อสะสมให้ครบชุด
คำตอบคือใช่ สกุ๊ชชี่ส่วนใหญ่ในท้องตลาดผลิตจากโฟมโพลียูรีเทน หรือ PU Foam ชนิดเดียวกับที่ใช้เป็นฉนวนกันความร้อนในตู้เย็น ใช้บุเบาะโซฟา ที่นอน หรือเบาะรถยนต์ เพียงแต่สูตรที่ใช้ทำสกุ๊ชชี่จะถูกปรับให้มีความหนาแน่นต่ำและมีคุณสมบัติคืนรูปช้า หรือที่เรียกว่า Slow Rise Foam เพื่อให้เกิดความรู้สึกนุ่มมือและดูน่าตื่นเต้นเวลาปล่อยมือแล้วค่อยๆ ฟูกลับคืนรูปเดิม
กระบวนการผลิตโฟม PU เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารโพลิออลกับไดไอโซไซยาเนต ผสมกับสารทำให้ฟูและสารเติมแต่งอื่นๆ เพื่อควบคุมความนุ่มและความเร็วในการคืนรูป สกุ๊ชชี่คุณภาพดีจากแบรนด์ที่ได้มาตรฐานมักผ่านการบ่มโฟมอย่างเต็มที่ ทำให้ไม่มีกลิ่นฉุนหรือสารตกค้างจากสารตั้งต้น ในขณะที่สกุ๊ชชี่คุณภาพต่ำหรือไม่ได้มาตรฐาน อาจบ่มไม่เต็มที่และมีกลิ่นฉุนติดค้าง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรระวัง
นอกจากโฟม PU แล้ว ตลาดสกุ๊ชชี่ยังมีวัสดุทางเลือกอื่นๆ เช่น ยางเทอร์โมพลาสติก หรือ TPR ที่คืนรูปเร็วกว่าและทนทานกว่า รวมถึงซิลิโคนสำหรับรุ่นพรีเมียม แต่โดยรวมแล้วโฟม PU ยังคงเป็นวัสดุหลักของสกุ๊ชชี่แบบคืนรูปช้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด
นี่คือจุดที่หลายคนอาจยังไม่ทราบ โฟมโพลียูรีเทนเป็นวัสดุที่ไม่ย่อยสลายทางชีวภาพ และสามารถคงอยู่ในหลุมฝังกลบได้นานนับพันปี เมื่อสกุ๊ชชี่หมดอายุการใช้งานหรือเด็กเลิกเล่นแล้ว การทิ้งจึงเป็นปัญหาที่จัดการได้ยากกว่าที่คิด
| วิธีกำจัด | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| ทิ้งขยะทั่วไป ฝังกลบ | ทำได้ง่ายที่สุด | ไม่ย่อยสลาย ค้างในหลุมฝังกลบนานมาก |
| เผาทำลาย | ลดปริมาณขยะได้เร็ว | ปล่อยสารพิษหากไม่มีระบบควบคุมมลพิษที่ดี |
| รีไซเคิลเชิงเคมี/กายภาพ | นำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ได้บางส่วน | ต้นทุนสูง ยังไม่แพร่หลายในไทย |
สิ่งที่พอทำได้คือแยกสกุ๊ชชี่ที่หมดอายุการใช้งานออกจากขยะรีไซเคิลทั่วไป เพราะโฟม PU ปนกับพลาสติกรีไซเคิลอื่นจะทำให้กระบวนการคัดแยกเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ควรทิ้งในถังขยะทั่วไปแยกต่างหาก ตามหลักการคัดแยกที่เคยพูดถึงในบทความ ถังขยะแยกประเภท 4 สี ลดต้นทุนองค์กรได้ 10-50% หรือถ้ายังใช้งานได้อยู่ การส่งต่อให้เด็กคนอื่นเล่นต่อ หรือบริจาคผ่านองค์กรที่รับของเล่นมือสอง ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยยืดอายุการใช้งานก่อนกลายเป็นขยะได้ดีกว่าการทิ้งทันที
สกุ๊ชชี่ที่มีตัวการ์ตูนลิขสิทธิ์แท้จากแบรนด์ดัง ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของคาแรกเตอร์ บวกกับต้นทุนออกแบบแม่พิมพ์ที่มีรายละเอียดซับซ้อน ทำให้ต้นทุนต่อชิ้นสูงกว่าสกุ๊ชชี่ทั่วไปที่ไม่มีลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน
โฟม Slow Rise เกรดพรีเมียมที่คืนรูปช้าและสม่ำเสมอ ให้สัมผัสนุ่มมือโดยไม่ยุบตัวถาวร ต้องผ่านการควบคุมความหนาแน่นและกระบวนการบ่มที่แม่นยำกว่าโฟมเกรดทั่วไปมาก ยิ่งโฟมมีคุณภาพสูงและให้สัมผัสสม่ำเสมอทุกชิ้น ต้นทุนการผลิตก็ยิ่งสูงตาม
หลายแบรนด์ผลิตสกุ๊ชชี่เป็นรุ่นจำกัดจำนวนหรือคอลเลกชันตามฤดูกาล กระตุ้นให้นักสะสมอยากได้ครบชุด ยิ่งหายากยิ่งราคาสูงในตลาดมือสอง คล้ายกับพฤติกรรมตลาดของเล่นกล่องสุ่มที่ราคาพุ่งสูงเมื่อรุ่นนั้นเลิกผลิตแล้ว
สกุ๊ชชี่ของแท้ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยของเล่นสำหรับเด็ก มักมีต้นทุนการตรวจสอบคุณภาพและบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อการสะสมโดยเฉพาะ ต่างจากสินค้าลอกเลียนแบบราคาถูกที่มักไม่ผ่านการทดสอบใดๆ เลย
สกุ๊ชชี่ทำจาก PU Foam สูตรคืนรูปช้า คล้ายฉนวนตู้เย็นและที่นอน แต่ปรับสูตรให้นุ่มกว่า
โฟม PU คงอยู่ในหลุมฝังกลบได้นานมาก รีไซเคิลยากและมีต้นทุนสูง
การเผาทำลายโฟม PU ที่บ้านอาจปล่อยสารระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ
ค่าลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูน โฟมเกรดพรีเมียม และความเป็นของสะสมรุ่นลิมิเต็ด ดันราคาให้สูงขึ้น
สกุ๊ชชี่ Fever เป็นกระแสของเล่นที่น่ารักและช่วยผ่อนคลายได้จริง แต่เบื้องหลังความนุ่มนิ่มคือโฟมโพลียูรีเทนชนิดเดียวกับที่ใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นวัสดุที่ย่อยสลายยากและจัดการทิ้งได้ยุ่งยากกว่าที่หลายคนคิด ก่อนซื้อครั้งต่อไป ลองพิจารณาทั้งเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป และเมื่อถึงเวลาต้องทิ้ง ก็ควรแยกทิ้งอย่างถูกวิธีเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้